Wipoosit's profileようこそ、これはウインのブログです。Welcom...PhotosBlogListsMore Tools Help

Wipoosit Udomsrisuk

Occupation
Location
Interests
My name is Wipoosit Udomsrisuk. Now I'm studying Business Engineering at Osaka University, Japan.
Lists

Welcome to Wipoou's Space

ようこそ、これはウインのブログです。Welcome to wipoou's space

wipoosit, wipoou
ขอบคุณสำหรับการเข้าเยี่ยมชม!
Please wait...
Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
You didn't enter anything. Please try again.
Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
Your parent has turned off comments.
Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
Complete the security check below to finish leaving your comment.
The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.
parichatwrote:
ลงสมุดเยี่ยมค่าาาา
June 13
sandi jaywrote:
   อยากดูรูปโอซาก้า แบบชิวๆกะของเซลอ่ะนะ 
    พี่จ๊อบค่ะ
Apr. 27
มาเยี่ยมชม...: )
Mar. 9
sweetwrote:
ดีดีดี เข้าไปเม้นให้เราม่่างนะ
มาไม่ทันซะงั้ัน ปาร์ตี้
Aug. 6
ชื่อ บิ๊กค้าบบบ มาลงสมุดเยี่ยม
คนแรกด้วย 555
July 18
May 12

เที่ยว Kyoto 2009

หลังจากที่ได้ไปเที่ยว Himeji มา กลับมาพักผ่อนหนึ่งวันก่อนเดินทางไปเที่ยว Kyoto ต่อ ทริปนี้เริ่มเดินทางจากสถานี Umeda อีกเช่นเคย สถานีนี้จะอยู่ใกล้ๆกับสถานีโอซาก้า เป็นสถานี้ใหญ่รวมรถไฟสายต่างๆไว้มากมาย เรานั่ง JR ไปลงสถานีเกียวโต ใช้เวลาเดินทางประมาณครึ่งชั่วโมง พอถึงที่สถานีเกียวโตก็ตื่นเต้นกับตัวสถานีที่ใหญ่โต รูปแบบสถาปัตยกรรมทันสมัยมากๆ แวะถ่ายรูป เข้าห้องน้ำ กินของว่างกันก่อนจะเดินทางไปยังวัดต่างๆ


สถานีเกียวโต

หลังจากนั้นก็ไปนั่งรถไฟต่อไปสถานี Inari เพื่อไปวัด FushimiInari วัดนี้มีจุดเด่นคือมีเสาที่เป็นซุ้มสีแดงๆวางเรียงกันเป็นทางเดินยาวๆ รอบๆวัด ขึ้นไปบนภูเขา ข้างบนมีจุดชมวิวของเมืองเกียวโต เราใช้เวลากันที่วัดนี้ค่อนข้างนาน เพราะว่าหลงเดินขึ้นไปขึ้นมาไปโผล่นอกวัดไปเจอบ้านคน ได้ถามทางคนแถวนั้นกลับวัดอย่างฮา กว่าจะกลับมาที่จุดเริ่มต้นได้เกือบสองชั่วโมง


ที่วัด FushimiInari

เสร็จเราเราก็ไปกันต่อที่วัด Kinkakuji โดยรถเมล์ ลืมบอกไปว่าเราซื้อตัวรถเมล์แบบหนึ่งวัน 500 เยน เพราะว่าประหยัดกว่าถ้าเราเดินทางเยอะๆ วัดนี้ถือว่าเป็นไฮไลต์ของเกียวโตที่ทัวร์มักจะพาคนมาเที่ยว มีตัวศาลาที่เป็นสีทอง วันนั้นคนมาวัดนี้เยอะมาก เพราะเป็นช่วงหยุด Golden week พอดีเลย  ถ่ายรูปก็ยากเพราะว่าติดคนไปหมด เราก็เดินชมกันพอสมควร เจอกรุ๊ปทัวร์ไทยด้วยพอดีเลย เสร็จแล้วก็เดินทางต่อกันไปยังวัดที่สาม คือวัด Kiyomizu วัดนี้ก็ค่อนข้างมีชื่อเสียงเหมือนกัน ตัวอาคารของวัดสร้างด้วยไม้ จะยื่นออกไปจากหน้าผาสูง แต่คนก็เยอะอีกเช่นเคย เลยไม่ค่อยจะอินกับบรรยากาศเท่าไหร่ กว่าจะเดินกันเสร็จก็ตอนเย็นพอดี พี่ที่ไปด้วยกันเลยพาไปกินร้านทงคัตซึที่มีชื่อเสียง ร้านนี้อยู่ในเขตเมืองเกียวโต ย่านช๊อบปิ้ง ต้องไปยืนต่อคิวหน้าร้าน เพราะว่าคนกินเยอะมาก เค้าให้เราบดงาเอาไปทำน้ำจิ้มคงคัทซึเอง อร่อยมาก เติมข้าว ซุป ผักได้เรื่อยๆ เลยกินกันไปจนอิ่ม แล้วก็เดินทางกลับโอซาก้าด้วย JR เหมือนเดิม กว่าจะถึงห้องก็ห้าทุ่มพอดี


วัด Kinkakuji


วัด Kiyomizu


อาหารเย็น ทงคัตซึ

เกียวโตเป็นเมืองที่มีวัดโบราณเยอะมาก เที่ยวหนึ่งวันไม่ครบ ถ้าใครชอบชมวัด ชมสถานที่โบราณ ก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งเวลามาเที่ยวญี่ปุ่นนะครับ แต่ถ้ามากับทัวร์เชื่อว่าส่วนใหญ่ก็คงต้องพามาเกียวโตด้วยแน่ๆ เพราะเป็นทางผ่านก่อนถึงโอซาก้า


ชมแบบเต็มๆได้ที่ http://wipoou.multiply.com/photos/album/26/26#

May 03

เที่ยว Himeji 2009

ช่วงวันหยุดยาว Golden Week ที่ญี่ปุ่น ได้ไปเที่ยวเมือง Himejiซึ่งเมืองนี้อยู่ทางตะวันตกค่อนไปทางใต้จากโอซาก้าเลยโกเบไป เมืองนี้มีปราสาทที่มีชื่อเสียงและสวยงานที่หนึ่งในญี่ปุ่นชื่อว่า ปราสาทฮิเมจิ พวกเราเลยวางแผนไปเที่ยว จริงๆ คนอื่นวางแล้วเราก็ติดสอยห้อยตามเค้าไปด้วย

เริ่มต้นการเดินทางที่สถานี Umeda เรานั่งรถไฟ Hanshin จาก Umeda ไปที่ Himeji ซึ่งสุดสายพอดี ใช้เวลาเดินทาง ประมาณชั่วโมงกว่าๆ พอถึงที่สถานี Himeji กำลังหยิบกล้อง nikkon D40 ขึ้นมาจะเก็บภาพซะหน่อย แบตกล้องดันหมดซะงั้น เลยอดถ่ายเลย T^T โชคดีที่มี iPhone ติดตัวมาด้วย เลยต้องใช้กล้องจาก iPhone เก็บภาพมาก่อน แต่คุณภาพภาพก็อย่างที่เห็น
 


สถานีรถไฟ Himeji ที่เรานั่งมาลงกัน


ร้านอาหารที่กินกันมื้อเที่ยง


ไอติม Softcream 250 เยน

หลังจากนั้นเราก็เดินจากสถานีไปยัง ปราสาท ระหว่างทางก็มีร้านค้าเรียงรายอยู่ข้างทางเต็มไปหมด ก่อนถึงปราสาทเราก็แวะกินโซบะร้านข้างทาง แล้วก็กินไอติมเป็นแบบ SoftCream รสชาเขียวอร่อยมากเลย กินเสร็จก็เข้าไปชมปราสาทกัน ระหว่างนั้นได้เองได้ยินเสียงแว่วๆๆ "โหประตูนี้หนามากเลยนะ คนสมัยก่อนเก่งจัง" คิดในใจ "เฮ้ยคนไทยนี่หว่า" เลยเข้าไปทักทายคุยกับเค้า ได้ความว่าเค้ามาเที่ยวกันกับครอบครัว มากันสิบกว่าวัน อยากจะบอกว่าตั้งแต่มาญี่ปุ่น ไปเที่ยวที่ไหนก็เจอคนไทยตลอดเลย -*- พวกเราโชคดีมากที่ตอนซื้อตั๋วเข้าปราสาท เห็นป้ายที่บอกว่ามีไกด์อาสาสมัครที่พูดภาษาอังกฤษได้ฟรีบริการอยู่ เราก็เลยขอไกด์จากเค้าแล้วก็เที่ยวชมปราสาทกัน ได้ความว่าปราสาทนี้สร้างมานานมากเลย (จำไม่ได้ว่าสมัยไหน คือเค้าเล่ามาแบบว่าเราต้องไปอ่านประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นก่อน) สร้างเพื่อเป็นเหมือนที่บัญชาการรบประมาณนั้น คือปราสาทนี้จะเป็นจุดที่สูงที่สุดของเมืองในสมัยก่อน กว่าจะเข้ามาถึงตัวปราสาทได้ก็ไกลพอสมควร มีกำแพงหลายชั้น เพื่อป้องกันข้าศึกศัตรู แถมมีกลไกอะไรต่างๆที่ออกแบบโดยคนสมัยก่อน เป็นเทคโนโลยีโบราณๆ เพื่อใช้ในการรบ เช่น ที่ข้างตัวปราสาท จะมีรูไว้ยิงธนู โปรยหินลงมา แล้วทางเดินขึ้นก็จะวกไปวนมาไม่ให้ศัตรูเข้าถึงตัวปราสาทได้ง่ายๆ มีป้อมอยู่แทบจะทุกทีรอบตัวปราสาท ไกด์เค้าก็แนะนำดีมาก เล่าความเป็นมา อธิบายแต่ละที่ว่าอะไรเป็นอะไร พอได้เข้าข้างในปั๊บ โอ้โหคนทำไมเยอะอย่างนี้ ก็เป็นปกติช่วงวันหยุดยาวในญี่ปุ่น ที่คนญี่ปุ่นจะไปเที่ยวกันตามสถานที่ต่างๆ ปราสาทมีหลายชั้นมากๆ ข้างในมืดๆ บอกไม่ถูก ก็มีเครื่องใช้ สมุดจดอักษรสมัยก่อนมาโชว์ไว้ด้วย เห็นไกด์เค้าเล่าให้ฟังด้วยว่าหนังเรื่อง The last Samurai ก็มาถ่ายทำที่เมืองนี้เหมือนกัน (เรื่องนี้แนะนำ ถ้าอยากเห็นวัฒนธรรมญี่ปุ่น พวกซามูไรสมัยก่อน) พอได้เวลา เราก็ไปเดินดูของที่ระลึก ประทับตราว่ามาถึงที่นี่แล้ว (พึ่งเคยเห็น เมืองไทยไม่เห็นมีเลย)



ปราสาท Himeji

ออกจากปราสาทเราก็ไปสวนที่อยู่ข้างๆ ชื่อ Kokoen ลืมบอกไปว่าตอนซื้อตั๋วเราซื้อเป็นแพ็คเก็จคู่ คือดูปราสาทกับสวนเพราะจะถูกกว่าแยกซื้อ ในสวนก็ไม่ค่อยมีอะไรมาก อาจจะเป็นเพราะว่าไม่ใช่ฤดูที่ใบไม้สีแดง เห็นรูปที่เค้าถ่ายไว้สวยมากเลย สวนนี้ไม่ใหญ่มาก โชว์การจัดสวนแบบญี่ปุ่น มีต้นไม้ต้นไม่ใหญ่มาก มีบ่อปลาคาร์ฟ น้ำตก เดินกันจนครบก็กลับไปยังสถานีรถไฟ เพื่อเดินทางต่อไปยังโกเบ


บรรยากาศสวน Kokoen

โกเบเป็นเมืองท่าที่อยู่ทางตะวันตกของโอ ซาก้า เมืองนี้เค้าบอกว่าเนื้อย่างดัง แต่ไม่ได้กินครับ จากสถานีโกเบ เราเดินไปย่านไชน่าทาวน์ไปกินอาหารจีนกัน เสร็จแล้วก็ไปเดินเล่นท่าเรือครับ สวยมาก ไฟตอนกลางคืนที่ท่าเรือโรแมนติกมาก อารมณ์ประมาณมาริน่าเบย์ที่สิงคโปร์ได้ มีคู่รักญี่ปุ่นหลายคู่มาสวีทกันตรงนี้ เสร็จแล้วก็ไปเดินดูของกัน ดันไปเห็นเครป เลยอดใจไม่ไหว เพราะว่าตั้งแต่มา ยังไม่ได้กินเครปเลย เลยซื้อกินไป หนึ่งอัน กว่าเราจะกลับจากโกเบก็เกือบสามทุ่มได้ ขากลับนั่งรถไฟ JR ตรงดิ่งจากโกเบ เข้ามา Umeda เลยครับ เหนื่อยนิดหน่อย ปวดหัวเข่าตอนขึ้นปราสาทนี่แหละ


หอคอยกับมิวเซียมที่ท่าเรือโกเบ

ชมกันแบบเต็มๆได้ที่ http://wipoou.multiply.com/photos/album/25/25#

April 06

ถึงแล้วที่โอซาก้า (Arrive at Osaka)

เดินทางจากกรุงเทพ มาโอซาก้า วันที่ 2 เมษา  กระเป๋าและสัมภาระเยอะมากๆ เกือบเอาไปไม่ไหว น้ำหนักตอนเช็คอินก็เกือบเกินสี่สิบกิโล
ของที่เหลือเลยต้องหิวขึ้นเครื่องบินไปด้วย เล่นเอาเหนื่อยเลย มาถึงสนามบินคันไซ โอซาก้าเช้าวันที่ 3 เมษา ก็ใช้บริการขนกระเป๋าไปยังโรงแรม ค่าขนกระเป๋าก็แพงเอาการเหมือนกัน
หลังจากหาอะไรกินที่สนามบินแล้วก็ได้เวลาเดินทางไปโรงแรมที่พัก ด้วยรถไฟเข้าตัวเมือง พอถึงสถานีปลายทางก็เดินหาโรงแรมอยู่ตั้งนานกว่าจะเจอ
ช่วงนี้เลยได้ใช้ภาษาญี่ปุ่นที่เรียนมาให้เป็นประโยชน์ ...hoteru wa dokodesuka? เค้าเล่นตอบมาแบบเรางง คนญี่ปุ่นที่นี่พูดภาษาอังกฤษสู้คนในโตเกียวไม่ได้
แถมป้ายบอกทาง ป้ายเมนูอาหารต่างๆ ไม่ค่อยมีภาษาอังกฤษเยอะเหมือนโตเกียว ทำให้ต้องมั่วๆไป วันแรกก็อาศัยแมคโดนัลด์ช่วยชีวิตไปก่อนมื้อหนึ่ง
วันหลังๆเริ่มเชี่ยว เข้าร้านราเมงบ้าง ร้านข้าวแกงกะหรี่บ้าง ได้กินอาหารญี่ปุ่นแล้ว หลังจากมาได้สามวันก็ได้ได้ไปเที่ยวหลายที่ เช่น นัมบะ ชินไซบาชิ อุเมดะ โอซาก้าโจ เทนโนจิ เป็นต้น
ทริปนี้ไม่ค่อยได้ถ่ายภาพ แล้วก็รูปที่เห็นก็จะไม่มีเจ้าของกล้อง เพราะว่าไปเดินเที่ยวอยู่คนเดียวครับ ตอนนี้ยังต้องปรับเรื่องเวลา ทั้งการนอนการตื่น
เพราะว่าเวลาเร็วกว่าเมืองไทยไปสองชั่วโมง สิ่งที่จะทำหลังจากนี้ก็คือจะเข้าหอวันที่  7 เมษา มีปฐมนิเทศวันที่  8 เมษา
แล้วมีพิธีต้อนรับวันที่  13 เมษา ไว้มาอัพเดทใหม่ถ้ามีอะไรคืบหน้าครับ ดูรูปเต็มๆได้ที่ multiply นะ
 
March 09

วันสุดท้ายที่บริษัท

 
10 มีนาคม 2009
งานเลี้ยงต้องมีวันเลิกรา มีพบก็ต้องมีจากเป็นธรรมดา ในที่สุดก็มาถึงวันสุดท้ายกับที่ทำงานที่แรก หลังจากทำงานที่นี่มาได้เกือบสามปี
ผ่านอะไรมาก็ค่อนข้างมาก แต่ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป ขอบคุณทุกคนที่ให้โอกาส ช่วยเหลือจนทำให้ถึงวันนี้ หลังจากนี้ไปก็ขอกลับไปใช้ชีวิตการเรียนอีกครั้งหนึ่ง
ใครที่ยังไม่รู้คือกำลังจะเรียนต่อป.โทที่ญี่ปุ่นครับ เรียนที่มหาวิทยาลัยโอซาก้า ช่วงนี้ก็อยู่ในช่วงเตรียมตัวเดือนสุดท้ายก่อนเดินทาง ก็ต้องขอวีซ่า เตรียมเอกสาร
หาซื้อของต่างๆ ส่วนตั๋วเครื่องบิน โชคดีที่ทางผู้จัดการทุนจัดการจองให้ เราเลยรอรับ e-ticketอย่างเดียว แพลนคร่าวต่อไปคือ 15 มีนานี้กลับเชียงใหม่
หลังจากนั้นจะกลับมากรุงเทพ สิ้นเดือนมีนา แล้วเดินทาง 2 เมษา ถ้ามีโอกาสก็คงได้เจอเพื่อนๆก่อนไปนะ ถ้ามีเวลาก็จะมาอัพเดทข่าวคราวความคืบหน้าเรื่อยๆครับ
ว่าใช้ชีวิตที่นู่นเป็นอย่างไรบ้าง แล้วอย่าลืมติดตามนะครับ
February 09

ทำสีผม 2 (อีกแล้ว)

ไม่ได้อัพเดทบล๊อคนานมาก ช่วงนี้วันหยุดพักผ่อนว่างๆไม่ค่อยมีอะไรทำ อาทิตย์ก่อนไปตัดผมมาก็ได้บัตรลดของร้านเดิมก็เลยว่าจะใช้ซักหน่อยก็เลยไปทำสีผม
สีผมคราวนี้เหมือนจะเห็นชัดกว่าคราวที่แล้ว สีออกแดงๆส้มๆ ร้านเค้าเซ็ตให้สวยดี ทำเองไม่ได้นะเนี่ย
ต้องขอบใจตากล้องส่วนตัวของเราสองคน โจ้กับแบดที่ช่วยถ่ายรูปคอลเล็คชั่นนี้ ฮ่าๆ
 
October 22

เก็บขยะเกาะลันตา

2008-CSR-Lanta-110
 
หลังจากหายไม่ได้เข้ามาอัพเดทนานมาก ก็เลยถึอโอกาสเอาเรื่องที่ดองไว้ได้เดือนกว่าๆแล้วมาเล่าสู่กันฟังดีกว่า เรามีโอกาสไปเกาะลันตาที่กระบี่เมื่อเดือนที่แล้ว
จริงๆแล้วไม่ได้ไปเที่ยว แต่ไปทำความดี เป็นกิจกรรมเก็บขยะที่บริษัททำรวมกับกรีนฟิน ที่เป็นองค์กรอนุรักษ์ทางทะเล งานนี้ไปกับเพื่อนๆพี่ๆที่บริษัทเกือบห้าสิบคน หนึ่งในนั้นก็มีโปรไปเป็นเพื่อน
ออกเดินทางจากกรุงเทพตั้งแต่วันศุกร์ที่ 12 กันยายน ไปด้วยเครื่องบินของแอร์เอเชีย เราแบ่งกันไปสองเที่ยวบินครับ เราเลือกไปรอบแรกเพราะจะได้ไปถึงที่กระบี่ไวๆ
เค้าพึ่งมาเฉลยทีหลังว่าคนที่ไปรอบแรกได้นั่งแอร์เอเชีย คนที่ไปรอบสองได้นั่งการบินไทย T.T พอไปถึงที่สนามบินก็มีรถตู้มารับไปที่รีสอร์ต ซึ่งกว่าจะไปถึงที่เกาะลันตาก็ต้องเอารถขึ้นแพข้ามเกาะตั้งสองที่
เล่นเอาเวียนหัวเหมือนกัน เพราะไกลพอสมควร ไปถึงที่พักก็สามทุ่มแล้ว พอหลังทานข้าวเสร็จก็แยกย้ายกันไปนอน

วันที่สองเป็นวันที่ต้องไปเก็บขยะ เค้าก็แบ่งกันไปเก็บหลายๆหาด หาดที่เราไปเก็บก็ได้รับความร่วมมือจากน้องๆนักเรียนที่อยู่โรงเรียนแถวนั้น แล้วก็พวกพนักงานรีสอร์ตมาช่วยกันเก็บขยะด้วย
น้องๆก็น่ารักมาก มีการมาถามเราว่าทำไมพี่ขาวจัง -*- คงเพราะเป็นเรื่องปกติของคนที่นั่นที่ผิวคล้ำ ทำให้เค้าแปลกใจเวลาเห็นคนผิวปกติอย่างเราๆ
อยากบอกว่าไม่คิดเลยว่าชายหาดจะมีขยะได้เยอะขนาดนั้น ขยะก็มีตั้งแต่ รองเท้า ขวด โฟม อุปกรณ์ประมง พลาสติก เยอะมากจริงๆ เราเก็บกันเสร็จก็ประมาณห้าโมงเย็น ได้ขยะเยอะมาก
เค้าชั่งรวมกันได้เป็นตันเลย หลังจากนั้นเราก็กลับที่พัก เพื่อไปปาร์ตี้กันต่อที่รีสอร์ทตอนกลางคืน

วันที่สามเป็นวันที่จะกลับ ตอนเช้าก็ไปร่วมพิธีเปิดนิทรรศการขยะที่ว่าการอำเภอเกาะลันตา เค้าต้องการให้คนในท้องที่เห็นถึงความสำคัญของชายหาด แล้วก็รณรงค์เรื่องขยะ
ในงานก็มีการแสดงภาพวาดของน้องๆนักเรียน มีการประกวดการเอาขยะมาทำเป็นของเล่น พอช่วงบ่ายเราก็กลับมาเก็บของที่รีสอร์ต แล้วก็เดินทางเข้าตัวเมืองไปสนามบิน
กลับกรุงเทพตอนประมาณหกโมงเย็น เป็นครั้งแรกจริงๆที่ได้ทำกิจกรรมเพื่อสังคมหลังจากทำงานมา เหนื่อยแต่สนุก ได้ช่วยเหลือสังคม ได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ บางคนเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอยู่บริษัทเดียวกัน
เพราะว่าที่บริษัทมีพนักงานเยอะมาก ก็พึ่งจะมารู้จักเค้าตอนที่ได้ไปกัน พี่ๆบางคนที่ตำแหน่งใหญ่โต แต่งานนี้ใจมากๆ ลุยกับพวกเรา ก็ทำให้ประทับใจมาก
ถ้ามีโอกาสก็อยากไปอีก เป็นกิจกรรมที่ดีมากๆเลยครับ
May 20

เที่ยวเกาะช้าง

เมื่อวันหยุดลองวีคเอนด์ที่ผ่านมาได้ไปเที่ยวเกาะช้างกับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆในทีมที่บริษัทกัน ต้องแนะนำก่อนว่าเกาะช้างอยู่ในเขตจังหวัดตราด ภาคตะวันออกของไทย ทริปนี้ไปกันสิบเอ็ดคน เริ่มต้นวันเสาร์จากสถานีขนส่งสายตะวันออกที่เอกมัย แล้วนั่งรถบขสไปถึงแหลมงอบ (ไม่แน่ใจชื่อแฮะ) ซึ่งปลายทางที่นี่จะเป็นท่าเรื่อเฟอร์รี่ไปเกาะช้าง เรือเฟอร์รี่ก็เป็นเรือค่อนข้างใหญ่ ด้านล่างสามารถบรรทุกรถยนต์ได้หลายคัน คล้ายๆกับเรือข้ามไปเกาะสมุยเลย พอนั่งข้ามไปเกาะช้าง ก็เช็คอินเข้าที่พักที่ช้างบุรีรีสอร์ตแอนด์สปา ที่นี่บรรยากาศดีมาก หลังเก็บของพวกเราก็ไปเที่ยวน้ำตกกัน (จำชื่อไม่ได้แล้วอ่ะ ) แล้วก็เล่นน้ำกันนิดหน่อย เสร็จก็กลับเข้าที่พัก ตอนเย็นก็ไปเล่นน้ำทะเลกันที่ชายหาดไม่ห่างจากโรงแรม คลื่นแรงมาก เราก็เล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน หลังจากนั้นก็ทานมื้อเย็นกันที่โรงแรมเลย ซึ่งอยู่ในแพ็คเก็จ ลืมบอกไปว่าพี่ที่จองเค้าไปจองในงานเที่ยวทั่วไทย ตอนเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เราก็เลยได้แพ็คเก็จกันราคาไม่ค่อยแพงแล้วก็ช่วงนี้เป็นหน้าฝนด้วย ไม่ค่อยมีคนเที่ยวกัน เพราะฉะนั้นโรงแรงมีคนพักน้อยมาก นักท่องเที่ยวก็ไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ ที่เห็นจะเป็นฝรั่ง คนต่างชาติซะส่วนใหญ่ วันที่สองเราเดินทางออกทะเลไปดำน้ำดูประการังกัน เรือที่ออกไปจะคล้ายๆเรือประมงหาปลา แต่ลำใหญ่กว่านิดหน่อย ใช้เวลาเดินทางประมาณหนึ่งชั่วโมงกว่าจะไปถึงเกาะที่จะดำน้ำกัน คลื่นลมแรงมาก ทำเอาเรือโคลงเคลงไปตลอดทาง เล่นเอาพวกเราแทบเวียนหัวเมาเรือกัน พอถึงแล้วก็ดำน้ำดูประการังกัน เป็นแบบสน๊อกเกิ้ล คือดำที่ผิวน้ำเฉยๆ ไม่ได้ติดถังออกซิเจนดำลงไปลึกๆ เสร็จกลับมาตอนเย็น ก็หมดเรี่ยวหมดแรงกันไป กลับเข้าห้องพักผ่อนกัน มื้อเย็นก็ทานกันที่โรงแรมเช่นเคย วันสุดท้ายก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษ ก็เช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรมตอนเที่ยง ทานอาหารกลางวันที่โรงแรม แล้วก็ไปขึ้นเฟอร์รี่ข้ามฟากกลับ ตอนเรือออกปุ๊บ ฝนก็ตกหนักมาก ลมก็แรง เล่นเอาเรือลำใหญ่ๆโคลงได้เหมือนกัน พอถึงท่าปั๊บเราก็นั่งรถบขสกลับเข้ากรุงเทพ กว่าจะถึงเอกมัยก็เกือบสองทุ่มแล้ว เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน ทริปนี้ค่อนข้างสนุกเพราะได้ทำอะไรที่ไม่เคยทำเยอะดี ได้ดำน้ำดูประการัง
เล่นทะเลคลื่นแรงๆช่วงหน้าฝน ได้กินอาหารมื้อใหญ่ๆ หลายๆมื้อ ที่โรงแรมมีบุฟเฟต์ตอนเช้าให้ด้วย ชอบมากๆ กินได้เต็มอิ่มดี เอาภาพมากฝากด้วยครับ
 
 
๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖๖
ตามไปชมกันเต็มอิ่มได้ที่ multiply นะ
April 07

ทำสีผม (New Look)

วันนี้ตอนเย็นว่างๆ ไม่มีอะไรทำ แล้วก็ใกล้ช่วงสงกรานต์แล้ว ประกอบกับเพื่อนสุดที่รักบอกว่าลองไปย้อมผมดูสิ เราก็เลยเอาวะ ลองดู ไม่เคยทำเลย อยากรู้เหมือนกันว่าจะออกมาเป็นยังไง พอไปถึงร้านประจำที่สยาม เค้าก็เอาหนังสือมาให้ดูเลือกสี ก็เลือกไปสีหนึ่ง พี่คนทำก็บอกว่า "น้องจะเอาจริงเหรอ อันนั้นมันออกสีส้มนะ พี่ว่าสี้นี้ดีมั้ย ออกน้ำตาล" "งั้นเอาสีออกน้ำตาลก็ได้ครับ" ก็เลยเลือกสีที่ช่างแนะนำไป เสร็จปั๊บเค้าก็เอาน้ำยามาทาให้ทั่วหัว แล้วก็ทิ้งไว้นานเหมือนกัน พอได้เวลาก็ให้เราไปสระผม เสร็จแล้วก็ไดร์เป่าให้แห้ง แล้วก็เซ็ทอีกนิดหน่อย ก็ออกมาอย่างที่เห็นแหละ ทีแรกเค้าก็ถามว่าจะซอยด้วยมั้ย แต่ก็ไม่ซอยแล้ว เพราะว่าพึ่งซอยไปเมื่อเดือนก่อนเอง เดี๋ยวจะสั้นเกินไปแล้ว เสร็จปั๊บก็เลยลองเดินแถวสยามดูเรตติ้งการตอบรับดู ทีแรกเดินออกจากร้านก็แอบเขินนิดๆ แต่ซักพักก็ชิน เหมือนจะมีคนแอบมองเราเยอะเหมือนกัน ก็แสดงว่าคงดูดีมั้ง เห่อๆ รูปข้างล่างนี้ถ่ายตอนกลับมาแล้ว ได้โจ้เป็นช่างภาพให้ ออกมาไม่ดีโทษโจ้เองนะ อิอิ
 
March 30

เรียนภาษาญี่ปุ่น

ด้วยความที่ว่าเผื่อเรียนต่อ แล้วก็เอาเป็นความรู้ประดับหัวสมอง ก็เลยไปลงเรียนภาษาญี่ปุ่นขั้นต้นมา เป็นคอร์สพื้นฐานสำหรับคนที่ไม่เคยเรียนมาก่อน เรียนทุกๆวันเสาร์ ที่สนญ สีลม เริ่มเรียนวันแรกเมื่อวาน ห้องเรียนหนึ่งประมาณยี่สิบกว่าคนได้ เริ่มคาบมาอาจารย์ก็แนะนำตัวเป็นภาษาญี่ปุ่นเลย ปล่อยให้นักเรียนอึ้งๆกันไปเล็กน้อย แต่ก็มาบอกทีหลังว่าที่แกพูดแปลว่าอะไร จากการสังเกต เหมือนนักเรียนส่วนใหญ่จะอายุน้อยอยู่เลย ซึ่งก็เป็นตามคาด พออาจารย์ถามว่าใครยังเรียนอยู่บ้างคะ ยกมือกันเต็ม มีทั้งเด็กประถม แล้วก็ม.ปลาย มีนักศึกษาบ้าง แต่พอแกถามว่าใครทำงานแล้วบ้างคะ ยกกันอยู่สามคนครับ แอบอายมาก แสดงว่าเราอายุแก่สุดๆของห้องเลย แต่ก็นะได้เรียนกับน้องๆ วันแรกก็ยังไม่ค่อยได้เรียนอะไรเท่าไหร่ เรียนเกี่ยวกับตัวอักษร แล้วก็บทสนทนาในชีวิตประจำวันสั้นๆ แล้วก็ให้คัดตัว Hiragana เสร็จแล้วก็มีการเล่นเกมส์ เพื่อนเตือนความจำกัน ฮาดี ตอนแรกแกก็จะโชว์แผ่นกระดาษที่เขียนตัวอักษรแต่ละตัวไว้ แล้วก็ให้พวกเราอ่านว่าเป็นตัวอะไร นักเรียนก็อ่านตาม " อะ อิ อุ เอะ โอะ " ซักพักเริ่มมีการสับขาหลอก " อะ อิ อิ อุ โอะ " เปลี่ยนไปเรื่อยๆ แถมยกไวอีกต่างหาก เรียกเสียงฮาได้เยอะดี สรุปวันนั้นนักเรียนส่วนใหญ่เลยจำตัว อะ ได้เยอะสุด พอ อะ ขึ้นมานี้เสียงดังกันเลยทีเดียว ตัวยากขึ้นมาเริ่มเสียงอ่อยๆ เสร็จแล้วท้ายคาบแกก็ให้การบ้านให้กลับไปฝึกคัดตัวอักษรมา โดยรวมก็ถือว่าดีมาก อาจารย์สอนได้ฮาดี ไม่เครียด แอบปล่อยมุกด้วย แต่คนต่อคาบดูจะเยอะไปหน่อย แต่ก็เป็นการรื้อฟื้นความหลัง เพราะว่าตั้งแต่จบมาก็ไม่ได้เรียนเป็นห้องแบบนี้เป็นเรื่องเป็นราวเลย เลยต้องปรับตัวกันพอสมควร โชคดีว่าเรามีเทรนเนอร์ส่วนตัวที่ห้องที่คอยให้ความรู้ ตอบคำถามได้เป็นอย่างดี ก็เลยได้กลับมาทบทวนไปในตัวเลย ว่าแล้วอาทิตย์นี้ก็ต้องหาเวลามาทำการบ้านภาษาญี่ปุ่นซะแล้ว ...
January 18

Singapore Trip 2008

พึ่งไปเที่ยวสิงคโปร์มาสี่วันครับ ก่อนไปก็วุ่นๆมากๆ ทำให้ไม่ค่อยได้เตรียมตัวอะไรไปเท่าไหร่ หลังจากจองตั๋วเครื่องบินมาได้ข้ามปี เพราะว่าโปร 0 บาทของแอร์เอเชีย ก็พึ่งจะได้มาจองโรงแรมก่อนการเดินทางสองเดือน แล้วก็พึ่งจะได้จัดกระเป๋าวันก่อนไปเอง วันแรกเป็นการเดินทางซะส่วนใหญ่ ขึ้นเครื่องบินที่สุวรรณภูมิเดินทางสองชั่วโมงครึ่งก็ไปถึงสนามบินชางยีแล้ว ผ่านตอมอด้วยความง่ายดาย เค้าก็ถามแค่ว่ามาเที่ยวครั้งแรกเหรอ มาคนเดียวเหรอ มีที่พักละยัง หลังจากนั้นก็นั่งรถไฟฟ้าต่อไปจนถึงสถานีใกล้โรงแรม ใช้เวลาหาโรงแรมอีกแป๊บนึงไปถึงก็ไม่ได้ไปไหนเลย หมกอยู่เตรียมแผนการเดินทางที่โรงแรมด้วยความเพลีย เพราะกว่าก่อนไปงานยุ่งมากๆ วันที่สองไปเที่ยวย่านลิตเติ้ลอินเดีย เดินซื้อของที่บูกิส ถ่ายรูปตามถนนแถนนั้น การเดินทางก็ไปตามหนังสือท่องเที่ยวที่เค้าบอก พอตอนเย็นก็ไปเดินห้างต่างๆที่ถนนออชาร์ด ห้างเยอะมากๆ ได้ซื้อของบ้างนิดหน่อย วันที่สาม ไปไชน่าทาวน์ พิพิธภัณฑ์การวางผังเมือง ได้เห็นการวางผังตั้งแต่เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว เค้าทำได้ดีมากเลย แล้วก็บอกว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ส่วนตอนเย็นแล้วก็กลางคืนก็ไปย่านมาริน่าเบย์ ย่านสถานที่ราชการ City Hall ได้ไปสถานที่สำคัญหลายที่ เช่น Merlion, Esplanade, Fullerton, Boat Quay, City Link Mall, Suntec City ก็ถ่ายรูปจนถึงกลางคืนด้วย บรรยากาศดีมากครับ วันที่สี่ วันสุดท้ายตอนนี่เพลียครับ เพราะว่าเที่ยวเยอะไปหน่อย ตื่นซะสายเลย ไปสวนนกจูร่ง ดูนก แล้วก็การแสดงต่างๆของนก พอเย็นปุ๊บก็รีบกลับโรงแรมไปขนของไปสนามบิน หลังจากนั้นก็ถ่ายรูปในสนามบินนิดหน่อย แล้วก็ขึ้นไปหลับต่อบนเครื่องบิน เพลียมากๆครับ
ชอบสิงคโปร์ที่เป็นประเทศที่สะอาด ต้นไม้เยอะมากๆ วางผังเมืองได้เป็นระเบียบ เดินทางสะดวก โดยรวมก็สนุกดีแต่ก็เหนื่อยไปหน่อย เดินเยอะ เหมือนบ้าหอบฟางนิดหน่อยทั้งกระเป๋าสะพาย กระเป๋ากล้อง ไหนจะถุงที่ซื้อของตอนไปช๊อบอีก แล้วยังต้องเอาแผนที่ กับหนังสือเปิดไปเปิดมาอีก
ประทับใจคนที่นั่นด้วยครับ ตอนที่เดินถ่ายรูปอยู่ ก็มีคนจีนคนหนึ่งดูโปรมากใช้ Nikon D80 เราก็เลยขอให้เค้าถ่ายรูปให้หน่อยที่หน้ารูปปั้น เค้าก็ถ่ายให้ พอเดินไปอีกซักแป๊บก็เจอเค้าอีก ทีนี้เค้าก็บอกเลยว่า มุมนี้สวย ผมถ่ายให้คุณเอง เราไม่ต้องขอเลย อิอิ เจอคนไทยในสิงคโปร์หลายที่เลย บางคนก็เป็นนักท่องเที่ยว บางทีก็เป็นคนที่ไปทำงานที่นั่น โดยรวมถ้าใครยังไม่เคยมาเที่ยวสิงคโปร์ก็ขอแนะนำละกันว่าเป็นประเทศหนึ่งที่น่าเรียนรู้ว่าทำไมคนหลายเชื้อชาติถึงอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุข โดยที่บ้านเมืองเค้าเจริญได้ขนาดนี้

รูปเก็บไว้ที่นี่ครับ http://wipoou.multiply.com/photos/album/20

 
Photo 1 of 4